วันนี้ขอแชร์ประสบการณ์การเรียน ภาษาอังกฤษ นะคะ ก่อนอื่นขออธิบายการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับ college ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะแบ่งแยกชั้นเรียน ระหว่าง Credit and Non-Credit Courses ตอนมาปีแรกผู้เขียนก็ลงเรียน Non-credit ESL courses are designed for beginning through advanced English language learners who are not pursuing a degree คือ คนที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษทั่้วไปตั้งแต่ชั้น Beginning, Intermedia, and Advanced ESL แต่ไม่ได้ต้องการสะสมเครดิตเพื่อทำการเรียนต่อในระดับชั้นมหาวิทยาลัย ส่วน คำว่า ESL ย่อมาจาก English as a second language
ส่วนการเรียนการสอนก็จะแตกต่างกัน คือ การเรียนในชั้น Non-credit courses จะเป็นคอร์สเรียนสั้นๆ ประมาณหนึ่งเดือนต่อระดับ และเรียนอาทิตย์ละสองวัน ส่วน Credit Courses นั้น ก็จะมีความเข้มข้นมากกว่า เพราะได้เรียนกับคนอเมริกัน และเป็นการเรียนที่ให้เกรด A-D และเราก็ต้องปรับตัวในชั้นเรียนมากขึ้นเพราะจะสอนเร็วขึ้น และมีการบ้าน และโปรเจคให้ทำเยอะขึ้น ซึ่งต้องพิมพ์รายงานประมาณ 7-10 หน้า ถ้ามี Projects ให้ทำนอกเวลาเราก็สามารถ ค้นหาข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ และห้องสมุด และสามารถนัดพบกับ Tutors ของวิชานั้นๆได้ ซึ่งการพบกับเขาเราก็ต้องเตรียม Assignment Sheet ไปให้เขาดู ซึ่ง Professor จะจัดเตรียมใบ Assigment ให้เราได้อ่านและทำความเข้าใจก่อน ถ้าไม่เข้าใจให้ถามในห้อง หรือนัดกันนอกเวลาอีกที แล้วแต่ท่านจะว่างช่วงไหนก็ต้องมาตามเวลานัดอีกครั้ง ส่วนติวเตอร์เขาก็จะช่วยให้คำแนะนำ แต่เราต้องเริ่มทำการบ้านไปก่อน เขาก็จะไม่ได้ช่วยเราทำ ไม่ช่วยเราเขียน แต่จะช่วยแค่ให้คำแนะนำ และถ้าเราเขียนผิดไปเขาก็จะให้เราแก้ไขเอง แต่เด็กที่นี่ เขาจะไม่ค่อยไปหาติวเตอร์ เหมือนเรา เราไปหาจนเขาจำหน้าเราได้เกือบหมดทุกคน อาจารย์เองเขาก็บอกให้เด็กของเขาไปนัดกับติวเตอร์ เพื่อจะได้ให้คำแนะนำ เหมือนกับเป็นการเรียนนอกเวลาอีกที อาจเป็นเพราะพอเราไปพบติวเตอร์ แล้วผลงานเราออกมาดีมากขึ้น เขาก็รู้ว่าเรามีการพัฒนาดีขึ้น เขาจึงแนะนำคนอื่นให้ไปพบกับติวเตอร์หลังเลิกเรียนบ้าง ซึ่งเด็กที่นี่ พอหลังเลิกเรียน เขาก็ไปทำงานกันบ้าง ไปออกกำลังกายกันบ้าง ส่วนเราเป็นคุณแม่บ้าน ก็ต้องไปซื้ออาหาร แล้วรีบกลับมาทำกับข้าวที่บ้านเตรียมไว้สำหรับตอนเย็น ช่วงเรียนจะยุ่งมาก เพราะมีการบ้านและโปรเจคเยอะมาก และจะไม่สามารถเดินทางไป vacation ได้เลย จนกระทั่งเราเรียนจบ Full-Semester ก็ประมาณสี่เดือน เรียนอาทิตย์ละประมาณสามวัน แล้วแต่ว่าเราลงกี่วิชา ถ้าลงมากก็ไปเรียนเกือบทุกวัน แถมยังมีโปรเจคให้ทำอีกมากมาย แต่ขอบอกว่า เราชอบและสนุกกับการเรียนมาก ได้พูด คุย แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับ Professors และเพื่อนๆในชั้นเรียน ถ้าเรียนตอนกลางคืน ก็จะเจอพวกคนทำงานเยอะ พวกเขาก็จะเป็นอีกแนวนึง แต่สนุกดีค่ะ ได้เรียนรู้ระบบเขาและได้พัฒนาตัวเราเองด้วย
ส่วนเรื่องเพื่อนสนิทในชั้นเรียนนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเราอายุมากกว่าพวกเขาเยอะเป็นรุ่นคุณป้าพวกเขามากกว่า ขออธิบายไปถึงคอร์สที่เรียนจบแล้วสามารถไปทำงานได้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ได้ค่ะ เช่นในชั้นเรียน Medical Billing and Coding Program นั้นได้เพื่อนที่สนิทด้วยเยอะมาก คอร์สนี้ก็จะเรียนเรื่องเกี่ยวกับโรค แต่ละชนิด และต้องรู้คำศัพย์เกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ ซึ่งต้องทำการอ่าน Medical Charts ของคนไข้อย่างละเอียด แต่เรื่อง Medical Coding นั้นยากเหมือนกัน แต่น่าสนใจ ชอบเรียนมากแล้วพอเราวินิฉัยโค้ดถูก ก็รู้สึกดีมาก เพราะต้องเรียนรู้เรื่องศัพท์เทคนิคเยอะมาก และต้องมีประสบการณ์การทำงานมาอย่างน้อยสองปี เพราะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ รู้ว่าโรคนี้ใช้โค้ดอะไร มีกี่โค้ด การสอบเพื่อจะให้จบนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ยาวนานมากค่ะ วันนี้ขอเล่าประสบการณ์เรื่องการเรียน เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ โอกาสหน้าจะมาเขียนอธิบายเพิ่มเติม ว่าระบบการเรียนของเขา ต่างกับของบ้านเราอย่างไรบ้าง วันนี้สวัสดีค่ะ








