Thursday, June 22, 2017

Learning Lessons



วันนี้ขอแชร์ประสบการณ์การเรียน ภาษาอังกฤษ นะคะ ก่อนอื่นขออธิบายการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับ college ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะแบ่งแยกชั้นเรียน ระหว่าง Credit and Non-Credit Courses ตอนมาปีแรกผู้เขียนก็ลงเรียน Non-credit ESL courses are designed for beginning through advanced English language learners who are not pursuing a degree คือ คนที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษทั่้วไปตั้งแต่ชั้น Beginning, Intermedia, and Advanced ESL แต่ไม่ได้ต้องการสะสมเครดิตเพื่อทำการเรียนต่อในระดับชั้นมหาวิทยาลัย ส่วน คำว่า ESL ย่อมาจาก English as a second language

ส่วนการเรียนการสอนก็จะแตกต่างกัน คือ การเรียนในชั้น Non-credit courses จะเป็นคอร์สเรียนสั้นๆ ประมาณหนึ่งเดือนต่อระดับ และเรียนอาทิตย์ละสองวัน ส่วน Credit Courses นั้น ก็จะมีความเข้มข้นมากกว่า เพราะได้เรียนกับคนอเมริกัน และเป็นการเรียนที่ให้เกรด A-D และเราก็ต้องปรับตัวในชั้นเรียนมากขึ้นเพราะจะสอนเร็วขึ้น และมีการบ้าน และโปรเจคให้ทำเยอะขึ้น ซึ่งต้องพิมพ์รายงานประมาณ 7-10 หน้า ถ้ามี Projects ให้ทำนอกเวลาเราก็สามารถ ค้นหาข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ และห้องสมุด และสามารถนัดพบกับ Tutors ของวิชานั้นๆได้ ซึ่งการพบกับเขาเราก็ต้องเตรียม Assignment Sheet ไปให้เขาดู ซึ่ง Professor จะจัดเตรียมใบ Assigment ให้เราได้อ่านและทำความเข้าใจก่อน ถ้าไม่เข้าใจให้ถามในห้อง หรือนัดกันนอกเวลาอีกที แล้วแต่ท่านจะว่างช่วงไหนก็ต้องมาตามเวลานัดอีกครั้ง  ส่วนติวเตอร์เขาก็จะช่วยให้คำแนะนำ แต่เราต้องเริ่มทำการบ้านไปก่อน เขาก็จะไม่ได้ช่วยเราทำ ไม่ช่วยเราเขียน แต่จะช่วยแค่ให้คำแนะนำ และถ้าเราเขียนผิดไปเขาก็จะให้เราแก้ไขเอง แต่เด็กที่นี่ เขาจะไม่ค่อยไปหาติวเตอร์ เหมือนเรา เราไปหาจนเขาจำหน้าเราได้เกือบหมดทุกคน อาจารย์เองเขาก็บอกให้เด็กของเขาไปนัดกับติวเตอร์ เพื่อจะได้ให้คำแนะนำ เหมือนกับเป็นการเรียนนอกเวลาอีกที อาจเป็นเพราะพอเราไปพบติวเตอร์ แล้วผลงานเราออกมาดีมากขึ้น เขาก็รู้ว่าเรามีการพัฒนาดีขึ้น เขาจึงแนะนำคนอื่นให้ไปพบกับติวเตอร์หลังเลิกเรียนบ้าง ซึ่งเด็กที่นี่ พอหลังเลิกเรียน เขาก็ไปทำงานกันบ้าง ไปออกกำลังกายกันบ้าง ส่วนเราเป็นคุณแม่บ้าน ก็ต้องไปซื้ออาหาร แล้วรีบกลับมาทำกับข้าวที่บ้านเตรียมไว้สำหรับตอนเย็น ช่วงเรียนจะยุ่งมาก เพราะมีการบ้านและโปรเจคเยอะมาก และจะไม่สามารถเดินทางไป vacation ได้เลย จนกระทั่งเราเรียนจบ Full-Semester ก็ประมาณสี่เดือน เรียนอาทิตย์ละประมาณสามวัน แล้วแต่ว่าเราลงกี่วิชา ถ้าลงมากก็ไปเรียนเกือบทุกวัน แถมยังมีโปรเจคให้ทำอีกมากมาย แต่ขอบอกว่า เราชอบและสนุกกับการเรียนมาก ได้พูด คุย แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับ Professors และเพื่อนๆในชั้นเรียน ถ้าเรียนตอนกลางคืน ก็จะเจอพวกคนทำงานเยอะ พวกเขาก็จะเป็นอีกแนวนึง แต่สนุกดีค่ะ ได้เรียนรู้ระบบเขาและได้พัฒนาตัวเราเองด้วย


ส่วนเรื่องเพื่อนสนิทในชั้นเรียนนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเราอายุมากกว่าพวกเขาเยอะเป็นรุ่นคุณป้าพวกเขามากกว่า  ขออธิบายไปถึงคอร์สที่เรียนจบแล้วสามารถไปทำงานได้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ได้ค่ะ เช่นในชั้นเรียน Medical Billing and Coding Program นั้นได้เพื่อนที่สนิทด้วยเยอะมาก คอร์สนี้ก็จะเรียนเรื่องเกี่ยวกับโรค แต่ละชนิด และต้องรู้คำศัพย์เกี่ยวกับอวัยวะต่างๆ ซึ่งต้องทำการอ่าน Medical Charts ของคนไข้อย่างละเอียด แต่เรื่อง Medical Coding นั้นยากเหมือนกัน แต่น่าสนใจ ชอบเรียนมากแล้วพอเราวินิฉัยโค้ดถูก ก็รู้สึกดีมาก เพราะต้องเรียนรู้เรื่องศัพท์เทคนิคเยอะมาก และต้องมีประสบการณ์การทำงานมาอย่างน้อยสองปี เพราะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ รู้ว่าโรคนี้ใช้โค้ดอะไร มีกี่โค้ด การสอบเพื่อจะให้จบนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ยาวนานมากค่ะ วันนี้ขอเล่าประสบการณ์เรื่องการเรียน เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ โอกาสหน้าจะมาเขียนอธิบายเพิ่มเติม ว่าระบบการเรียนของเขา ต่างกับของบ้านเราอย่างไรบ้าง วันนี้สวัสดีค่ะ

Wednesday, June 21, 2017

No Shortcuts!

ตอนนี้เริ่มเป็นกระแสกันมากมาย อาจจะมีมานานมากแล้ว ผู้เขียนเองก็ไม่อยากที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ถ้าปล่อยไปเลยก็ไม่ได้ เพราะเราเองก็ถือว่าเราเป็นผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่แต่งงานมาอยู่ต่างประเทศ อยากเขียนแชร์ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันค่ะ ตั้งใจอยากจะเขียนให้กำลังใจ พี่ๆ เพื่อนๆและ น้องๆที่กำลังเดินตามความฝัน ของแต่ละคน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ขอบอกจากใจจริงว่า  ไม่มีความสำเร็จใดใด ที่ได้มาโดยง่าย และได้มาอย่างรวดเร็ว  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและต้องใช้เวลาทำงานหนัก เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จ When it comes to success... There are no shortcuts!

คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องรู้จักคิด รู้จักทำด้วยตัวเอง ยืนด้วยขาของเราเอง อย่าคิดที่จะไปพึ่งพาคนอื่น เพราะเป็นสิ่งที่ฉาบฉวย และไม่ใช่สิ่งที่น่าทำตาม เช่น มีการเผยแพร่ว่า จะมีการสอนเรื่องการจับผู้ชาย หรือทำให้เราประสบความสำเร็จ ได้แต่งงานกับคนรวยนั้น ถ้าเราเป็นคนโสดอยู่ ต้องนำกลับมาคิดว่า ถ้าเขาจะมาหาให้เราเพื่อผลประโยชน์อะไร และเราต้องจ่ายเงิน และค่าเสียเวลาให้เขาเพื่ออะไร เราต้องรู้จักคิดพิจารณาหาเหตุผล อย่าเพิ่งหลงเชื่อ อะไรที่ง่ายๆ ฟรีๆ ไม่มีในโลกนี้หรอกค่ะ และอีกอย่างผู้ชายที่ดีและรวย เขาฉลาดนะคะ ไม่ใช่เขาโง่ให้ผู้หญิงหลอกได้ง่ายๆ เขาต้องรักเราจริง และเราก็คู่ควรและเป็นคนดีสำหรับเขาจริงๆ ของแบบนี้ต้องใช้เวลาศึกษาซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เราไปทำเพื่อหวังผลประโยชน์ของเราแต่ฝ่ายเดียว เขารู้นะคะ ไม่ใช่เขาไม่รู้ และเราต้องถามตัวเราเองก่อนว่า เรารักเขาจริงไหม ไม่ใช่พอแต่งงานกันจริงๆ เขาก็ไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เราคิด แต่ในโลกนี้เราก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครเพอร์เฟค


ผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้หญิงไทยด้วยกัน อยากฝากข้อคิดไว้เตือนใจ สำหรับคุณผู้หญิง ขอให้รักษาความเป็นไทยของเราไว้ มีความคิด มีสติ ไม่ใช่เอาแต่วัตถุนิยม ไม่ต้องไปคิดหลอกลวงใคร หรือ ใช้กลยุทธต่างๆ ทำเพื่อหวังผลประโยชน์ ขอให้รักตัวเองให้มากๆ แต่ก็ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่มีใครรักเรามากกว่าตัวเราเองหรอกค่ะ ถ้าเราเป็นคนดีจริง จะอยู่ที่ไหน ผู้ชายหรือคนที่เขารักเราจริง เขาก็จะตามหาเราจนเจอ ไม่ต้องไปเที่ยวผับ บาร์ หรือไปเที่ยวกลางคืนให้เสียเวลา เสียเงินหรอกค่ะ ตั้งใจทำงานอย่างสุจริต ดูแลตัวเองและดูแลคุณพ่อคุณแม่ของเราให้ท่านมีความสุขเท่านี้ก็พอแล้วค่ะ




Going Abroad

วันนี้ขอเล่าประสบการณ์ในการเริ่มขอวีซ่าเพื่อจะไปเที่ยวหรือไปใช้ชีวิตในต่างแดนนะคะ ซึ่งอาจเป็นความฝันของใครหลายๆคน รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วยค่ะ การทำความฝันให้เป็นความจริงเราก็ต้องอ่านค้นคว้าข้อมูลก่อนว่าเราจะไปอยู่หรือไปเรียนต่อประเทศไหนดี  Google สิคะสามารถบอกเราได้หมด หาข้อมูลเองเลยค่ะ รวมทั้งการทำวีซ่าและเอกสารต่างๆที่ต้องรวบรวม ไม่มีอะไรที่ไม่ต้องใช้เวลา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาทั้งนั้น Everything takes time!


ดังนั้นตัวเราเองจะต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เช่น สอบถามข้อมูลจากคนที่เขาเคยไปอยู่ประเทศนั้นมาก่อน ว่าเขามีความเห็นอย่างไรถ้าเราจะไปเรียนหรือไปทำงานที่นั่น ส่วนตัวผู้เขียนนั้นโชคไม่ดีไปสอบถามคนรู้จักกันและเขาก็บอกเราว่า ทำวีซ่ายากมากนะ ถ้ายิ่งเป็นผู้หญิงโสดไปเที่ยวคนเดียว อาจจะไม่ผ่าน ที่บอกว่าโชคไม่ดีคือ ไปเจอคนที่เขาไม่ให้กำลังใจเรา แถมมาบอกเราว่าจะไปทำวีซ่าให้เสียสตางค์ทำไม แต่ที่โชคดีคือ เราเป็นคนไม่ค่อยเชื่อคนง่ายซะด้วย ยิ่งบอกว่ายาก ยิ่งอยากจะทำ และก็เป็นเรื่องที่ดีที่เชื่อมั่นในตัวเราเอง บางทีเราก็อยากมีเพื่อนไป รอเพื่อนก็คงไม่มีใครไปแน่ ทุกคนเขาก็ต้องทำงานกันทั้งนั้น ใครจะไปนั่งทำตามใจเราล่ะ เรามีความฝันก็ฝันไปคนเดียวเถอะ และแล้วพอเราตั้งสติได้ก็ตั้งใจรวบรวมเอกสารจนเสร็จ เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษวันเสาร์อาทิตย์กับเจ้าของภาษาเองเลย เรียนไปฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง หลับบ้าง ไม่หลับบ้าง เพราะวันธรรมดาก็ต้องทำงานทั้งวันเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่โชคดีที่ไปเรียนพิเศษเลยไปได้เจอน้องเขาบอกกำลังจะไปเรียนภาษาที่อเมริกา เราก็คุยกันใหญ่เพราะพี่เองก็อยากไปเที่ยวที่นั่นเหมือนกัน แต่เรื่องไปเรียนน่ะ ยังอีกไกล ไหนจะเพิ่งทำบ้านเสร็จส่งแบงก์อีก และคุณพ่อคุณแม่ล่ะคะใครจะดูแลท่าน ถ้าเราไปเรียนต้องมีเงินเก็บเยอะมาก ตอนนั้นไม่มีงบแม้กระทั่งตั๋วเครื่องบินเลยค่ะ น้องเขาก็บอกพี่ไปขอวีซ่าทิ้งไว้ก่อนก็ได้ค่ะ เพราะเอกสารพี่พร้อมแล้วทุกอย่าง น้องเขาก็พูดถูกต้อง เราก็มาคิดดูจะมานั่งรอพระเอกขี่ม้าขาว หรือราชรถมาเกยน่ะหรอ คงไม่มีทางหรอก ตัวเราเองก็เป็นที่พึ่งของตัวเอง ว่าแล้วก็ลุยกันเลยละกัน


วันสัมภาษณ์ เราก็ตื่นเช้ามากเพราะในกรุงเทพ รถติดสุดสุด แต่งตัวชุดทำงานธนาคารดูเรียบร้อยหน่อย และก็อีกล่ะ สังเกตุหลายๆคนเขาก็ไปกับครอบครัวเขา บ้างก็ไปกับคนรัก หรือไปกับเพื่อนเขา เลยคิดน้อยใจนิดหน่อยน่ะ คิดถึงเพลงพี่เสือ ธนพลเลยนะ เพลง 18 ฝนน่ะ แต่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับเขาหรอก เราไปคนเดียวภูมิใจดีออก ทำอะไรได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาใครหรอก แล้วตั้งใจทำให้ดีที่สุดละกัน หลังจากเรียนพิเศษภาษาอังกฤษไป เขาก็ถามว่าเราจะสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ Guess what! Of course in English! มีความมั่นใจสูงมากเลยค่ะ มีตั๋วเครื่องบินไหม ไม่มี ที่อยู่ จะไปพักที่ไหน ไม่รู้  มีคนรู้จักไหม ไม่มี แล้วจะไปได้ไหมล่ะ มากับตัวกับหัวใจน้อยๆจริงๆเลย เอาเป็นว่ามากับดวงแล้วกันน่ะ สรุปเขาก็ถามว่าคุณจะไปเที่ยวไหนหรือ เราก็เคยดูหนัง แล้วเคยได้ยินชื่อเมือง นิวยอร์ค ไปเมืองนี้เลยละกัน และจะไปกี่วันก็ประมาณสองอาทิตย์ เพราะทำงานประจำอยู่ แต่เราเคยไปเที่ยวที่ประเทศจีน เกาหลีและออสเตรเลียมาก่อน แสดงว่าเราชอบเที่ยวมากเลย สรุปว่าเขาก็ให้วีซ่าท่องเที่ยวมาสิบปีเลยนะ เที่ยวให้คุ้มไปเลยละกัน


ข้อสรุปตอนนี้ก็คือ Rules for Success: Follow Your Dreams, Do What Makes You Happy, Trust Your Gut, and Have a Sense of Humor. คนเราต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเราเอง บางครั้งไปขอความคิดเห็นจากคนอื่นก็ทำให้เราไม่แน่ใจ ถ้าคิดว่า สิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่ดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็เดินหน้าลุยต่อไปเลยค่ะ สู้สู้นะคะ xoxo





Friday, February 3, 2017

Life is a Journey!


สวัสดีค่ะ

ผู้เขียนตั้งใจเขียนบล็อกภาษาไทยนี้ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกับทุกคนค่ะ อยากเขียนเพื่อให้กำลังใจคนที่ต้องการกำลังใจ ให้สู้ต่อไป และอยากเขียนเพื่อให้ข้อคิดต่างๆ จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเอง เส้นทางชีวิตคนเรานั้นแตกต่างกันไป และเราสามารถเลือกที่จะเดินทางที่เราชอบได้ค่ะ แต่ละเส้นทางไม่สามารถการันตีเราได้ว่าจะเป็นทางที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่ อยู่ที่เราเองต่างหากที่จะต้องเป็นคนตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปหรือหยุดเพื่อตั้งหลัก และเริ่มต้นใหม่ค่ะ


ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ส่วนตัวแล้วเกิดที่กรุงเทพฯและจบการศึกษาที่นั่นค่ะ พอเรียนจบตรี สาขาการเงินก็เริ่มต้นทำงานแบงก์ ตอนนั้นทำงานเลิกดึกมากเพราะทำแผนกบัญชี ต้องทำปิดยอดบัญชี อดทนทำมาหลายปี พอมีโอกาสเลยขอย้ายมาที่แผนกบริหารทรัพย์สินที่ สำนักงานใหญ่ ของแบงก์เดิมอีกเช่นกัน  พอทำงานไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกตัวว่าชีวิตคนเราต้องมีความฝัน ที่ฝรั่งบอกว่า Dream Big น่ะ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ ฝันให้ไกลไปให้ถึง เราต้องทำความฝันให้สำเร็จในสักวัน ถึงแม้จะล้มสักกี่ครั้ง เราต้องให้กำลังใจกับตัวเองเสมอ ผู้เขียนยังจำได้แม่น ได้ฟังประโยคนี้มาจากอาจารย์ มาบอกเราว่า 'Pat Yourself On The Back For Doing A Good Job!' เราเองต้องปลอบใจตัวเราว่า เราทำดีที่สุดแล้วนะ เพราะตอนนั้นผู้เขียนรู้สึกทำคะแนนยังไม่ค่อยดี เลยถามอาจารย์ไปตรงๆว่า ฉันต้องทำการบ้าน หรือโปรเจคอะไรเพิ่มเติมเพื่อจะได้เรียนดีขึ้น


ส่วนตัวผู้เขียนนั้นมีความฝันหลายอย่างที่กำลังทำและส่วนหนึ่งที่ทำสำเร็จไปแล้วนั้น เช่น ซื้อรถ, เรียนต่อปริญญาโท, สร้างบ้านให้ครอบครัว และพอเราประสบความสำเร็จแล้ว เราก็จะได้ไปช่วยเหลือครอบครัวและคนอื่นได้บ้าง พอคิดได้เช่นนั้นก็เริ่มต้นทำงานหนัก work hard และเริ่มต้นเก็บเงินไปเรื่อยๆ เพื่อทำความฝันให้สำเร็จโดยเร็ว ฝันแรกคือ อยากซื้อรถเพราะที่บ้านกับที่ทำงานไกลกันมาก ถ้าขับรถแล้วรถติดก็เป็นชั่วโมง และถ้าลงเรียนต่อส่วนใหญ่ก็จะเรียนวันธรรมดาหลังเลิกงาน ต้องมีรถส่วนตัวถึงจะเดินทางไปสะดวก ส่วนเหตุผลที่ต้องซื้อรถป้ายแดงเพราะว่าเลือกรถมือสองไม่เป็น และที่สำคัญที่บ้านก็ให้เหตุผลว่าถ้าเกิดรถไปเสียกลางทางล่ะ อันตรายอีกต่างหาก โดยเฉพาะผู้หญิงตัวคนเดียว กลับบ้านดึกดื่นขับรถเองปลอดภัยกว่าเยอะ เหตุผลให้ซื้อเยอะมาก เลยตัดสินใจซื้อทันที

ฝันต่อไปก็อยากเรียนต่อ ปริญญาโท ด้านการสื่อสาร พอได้เรียนก็นึกว่า เราทำงานทุกวัน มีแค่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ และต้องใช้เวลานั้นมาเรียนทั้งวันเลย แค่คิดก็เหนื่อยแล้วนะแต่ให้กำลังใจตัวเองว่าต้องเรียนให้จบ ที่แน่ๆต้องทำวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ  ไม่เช่นนั้นไม่จบแน่นอน การเลือกหัวข้อเรื่องวิทยานิพนธ์นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก และเราอยากจะทำอะไรให้กับแบงก์ที่เราเริ่มต้นทำงานมานานกว่าสิบสี่ปี ตอนนั้นต้องใช้เวลาสัมภาษณ์รายการของธนาคารและรวบรวมข้อมูลต่างๆนานมาก รวมทั้งทุนทรัพย์ต่างๆก็คือ เงินเดือนเราเอง ส่วนหนึ่งต้องเลี้ยงครอบครัวและเงินที่เก็บไว้ก็นำมาใช้เป็นทุนการศึกษา โดยไม่ต้องไปกู้มาเรียน เพราะต้องไปเสียดอกเบี้ยอีก คนทำงานแบงก์เองกว่าจะคิดกู้เงินมาทีก็คิดมากนะคะ เพราะเราเรียนจบการเงินมา รวมทั้งทำงานทางด้านนี้มานาน อยากให้ข้อคิดกับคนที่กำลังทำวิทยานิพนธ์ ถ้าเริ่มต้นเขียนว่าอยากทำเรื่องอะไร ลองหาข้อมูลต่างๆ ของวิทยานิพนธ์เก่าๆที่เขาทำไว้แล้วและเราสามารถทำต่อยอดได้  หรือทำเรื่องที่คล้ายกันและสามารถนำมาใช้อ้างอิงกันได้  ถ้าเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็ตัดสินใจทำได้เลย อย่าท้อแท้นะคะ เพราะระหว่างการทำวิทยานิพนธ์นั้นก็จะต้องไปขอความช่วยเหลือจากหลายๆหน่วยงาน รวมทั้งได้กำลังใจจากครอบครัวเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆและอาจารย์ทุกคนก็เป็นกำลังใจให้เราผ่านพ้นขั้นตอนนี้ไปได้ค่ะ  พอทำวิทยานิพนธ์เสร็จต้องพิมพ์ออกมาประมาณเกือบสิบเล่ม เพื่อนำไปแจกให้กับห้องสมุดของมหาวิทยาลัย รวมทั้งห้องสมุดที่ธนาคารด้วย ตอนนั้นรู้สึกภูมิใจมากที่สุด  คือมีน้องที่ทำงานเขาเห็นวิทยานิพนธ์เราจากห้องสมุดที่ทำงาน จึงขึ้นมาขอพบเราและขอข้อมูลการทำวิทยานิพนธ์ เรารู้สึกดีใจมากๆ เพราะได้มีส่วนช่วยเหลือให้ข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์กับน้องเขา โปรเจคนี้ใช้เวลาประมาณสามปีเต็ม ข้อคิดที่ได้คือ ถ้าเราเริ่มต้นทำโปรเจคอะไรก็ตาม ต้องทำต่อไปให้สำเร็จ ถึงแม้มีอุปสรรคก็ต้องสู้และแก้ปัญหาไปในแต่ละจุด แต่พอเรียนจบแล้วก็หายห่วง และภูมิใจว่าเราสามารถทำได้ค่ะ


พอเรียนจบแล้ว จะฝันอะไรต่อล่ะ เงินเก็บก็เริ่มหมดเพราะจ่ายค่าหน่วยกิตและค่าใช้จ่ายในการทำวิทยานิพนธ์ก็เยอะมาก เอาเป็นว่าต้องเริ่มต้นเก็บเงินและทำโปรเจคที่ใหญ่กว่าเดิม และจะเอาเงินมาจากไหนล่ะคะ คนแบงก์อย่างเรา ก็ต้องกู้ไงล่ะ  ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ต้องมีประสบการณ์ก็สามารถกู้ได้ ไม่ต้องกลัว ลุยเลยละกัน  ถ้าจะคุยเรื่องการซื้อบ้าน และการสร้างบ้านนั้น เป็นคนละเรื่องเลยค่ะ ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์การสร้างบ้านหลังเล็กๆ นะคะ

ก่อนอื่นเลยต้องเคลียพื้นที่ก่อน เนื่องจากว่ามีสิ่งปลูกสร้างเดิมอยู่แล้ว รวมทั้งเช็คประเมินที่ดินก่อน ถึงแม้เราจะมีโฉนดที่ดินที่แน่นอนแต่เพื่อความมั่นใจว่าที่เรามีขนาดเท่าไหร่ ติดต่อให้เจ้าหน้าที่มาเช็คดีกว่าค่ะ เขาจะมาปักหลักหมุดกันเลย นี่ขนาดที่เล็กๆนะเนี่ย และบ้านรอบๆเราเขาก็สร้างบ้านกันไปแล้วและมีรั้ว รอบขอบชิดเรียบร้อย แต่ไม่สามารถคอนเฟริมได้ว่าเราได้ขนาดที่ดิน กว้าง ยาวตามโฉนดของเรา เอาเป็นว่าเสียเงินและเวลา เช็คก่อนที่เราจะสร้างสิ่งปลูกสร้างอะไรก็ตาม เพื่อความถูกต้องและความสบายใจ แม้อาจจะทำให้ข้างบ้าน ไม่พอใจบ้าง เพราะการสร้างบ้าน ต้องเริ่มตั้งแต่การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิม และการตอกเสาเข็ม กระทบกระเทือนเสียงดังมาก แต่เราไม่แน่ใจเพราะตอนนั้นทำงานทุกวัน มีแค่วันหยุดเท่านั้นที่มีเวลามาดูบ้าน เห็นใจแต่คุณพ่อคุณแม่ที่เขาต้องอยู่ที่พื้นที่เกือบทุกวัน ซึ่งอากาศบ้านเราก็ร้อนมากขึ้นทุกวัน


ข้อคิดเรื่องการสร้างบ้าน เราคิดว่าจะสร้างให้ครอบครัว เพราะตอนนั้นเราทำงานและคิดว่าบ้านที่คุณย่าสร้างไว้ให้พวกเราก็เริ่มทรุดโทรมลงทุกวัน เวลาเราคุยกันในครอบครัว เขาจะไม่อยากให้เราสร้างเพราะคงกลัวว่าเราจะทำไม่ได้ ไม่สำเร็จ แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ข้อนี้เราเข้าใจทุกคน แต่ถ้าเราไม่ตัดสินใจทำอะไรเลย ในวันนั้น และในปีที่ผ่านมาน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพ บ้านเราก็ผ่านมาได้เพราะสร้างบ้านใหม่แล้ว ยกเสาสูงมาก ไม่ต้องกลัวน้ำท่วมเลย ถึงแม้จะท่วมก็แค่ถนนหน้าบ้าน ไม่ท่วมมาถึงในบ้าน ต้องขอขอบพระคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ช่วยดลบันดาลให้เราทำโปรเจคนี้ได้สำเร็จค่ะ และคงไม่มีอะไรที่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวจะทำไม่ได้ นอกจากต้องลงมือทำ ถึงแม้จะมีอุปสรรคผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย สิ่งสำคัญเลยต้องไม่ท้อแท้นะคะ ตอนนั้นข้าพเจ้าหน้าตาดูไม่จืด ต้องตากแดด และโดนฝุ่นละอองต่างๆก็ทำให้เป็นสิวเต็มหน้าเลยค่ะ แต่พอสร้างบ้านเสร็จก็หายเอง เพราะความเครียดในเรื่องสร้างบ้าน ที่ต้องมีปัญหาเกือบทุกวัน ทั้งเรื่องผู้รับเหมาที่มาทำบ้างไม่มาบ้าง ทำงานไม่เรียบร้อยบ้าง โปรเจคนี้ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีถึงจะเสร็จค่ะ แต่พอเราทำสำเร็จแล้วก็ทำให้เราภาคภูมิใจเป็นอยากมากค่ะ


ขอสรุปในเรื่องการสานฝันให้เป็นจริงเป็นภาษาอังกฤษ สั้นๆนะคะ

Rules for Success: Dream Big, Work Hard, Enjoy What You Do, Don't Give Up, and Don't Procrastinate. สิ่งที่สำคัญคือ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ เพียงแต่ต้องลงมือทำค่ะ ปัญหาแม้จะหนัก แต่ถ้าใจเราสู้ ก็สามารถฝ่าฝัน ก้าวผ่านอุปสรรคไปได้ และจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้สักวันค่ะ  วันนี้ขอจบเรื่องการสานฝันเพียงเท่านี้นะคะ ขอให้กำลังใจเพื่อนๆที่กำลังทำตามความฝัน สู้สู้ค่ะ โอกาสหน้าจะเขียนเรื่องอะไร โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ xoxo